ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ
   ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ
   ศาลยุติธรรม
   ศาลแพ่ง
   ศาลแพ่งกรุงเทพใต้
   ศาลอาญา
   ศาลอาญากรุงเทพใต้
   ศาลอาญาธนบุรี
   ศาลแพ่งธนบุรี
   ศาลจังหวัดตลิ่งชัน
   ศาลจังหวัดมีนบุรี
   ศาลแขวงพระนครเหนือ
   ศาลแขวงพระนครใต้
   ศาลแขวงปทุมวัน
   ศาลแขวงดุสิต
   ศาลแขวงธนบุรี
   ค้นหาคำพิพากษาศาลฎีกา
   ค้นหากฎหมายไทย
   อัตราค่าส่งหมายทั่วประเทศ
   ดาวน์โหลดแบบฟอร์มศาลยุติธรรม
   เนติบัณฑิตยสภา
   สภาทนายความ
   กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
   สนง.คณะกรรมการกฤษฎีกา
   ห้องสมุดกฎหมายไทย 1.1
   ห้องสมุดกฎหมายไทย 2.1
   ห้องสมุดกฎหมายไทย 2.2
   ห้องสมุดกฎหมายคณะกรรมการกฤษฎีกา
สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 4
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 320
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 1,859,609
 เปิดเว็บ 02/06/2553
 ปรับปรุงเว็บ 12/07/2563
กรุณาฝาก Email ของท่าน
  เพื่อรับข่าวสาร ที่น่าสนใจ
29 พฤศจิกายน 2563
อา จ. อ. พ. พฤ ศ. ส.
10  11  12  13  14 
15  16  17  18  19  20  21 
22  23  24  25  26  27  28 
29  30           
             
 Webboard

การตอบคำถามทางเว็บไซท์ http://www.phuwarinlawyer.com/ 
เป็นเพียงความคิดเห็นเบื้องต้นทางกฎหมายซึ่งได้วินิจฉัยและตอบคำถามจากข้อเท็จจริงเพียงเท่าที่ปรากฏเท่านั้น
โดยอาจมีรายละเอียดข้อเท็จจริงและข้อมูลอื่นๆ ที่ผู้ถามมิได้แจ้งข้อมูลมาอย่างครบถ้วนที่จะประกอบการวินิจฉัยอย่างเพียงพอ
ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณประกอบการตัดสินใจ
**************************************************************

ติดต่อปรึกษาทางโทรศัพท์  081-9250-144 หรือ Line ID 081-9250-144
**กรณีหากไม่รับสายแสดงว่าติดภารกิจศาลหรือติดงาน กรุณาโทรติดต่อใหม่อีกครั้ง**

lawyer.makewebeasy.com > ปรึกษาปัญหากฎหมายทั่วไป > ลูกค้าซื้อของแล้วไม่จ่ายเงิน
  ผู้เขียน
 หัวข้อ : ลูกค้าซื้อของแล้วไม่จ่ายเงิน (อ่าน 104282)   
ปองศักดิ์
Guest
เมื่อ 23 พฤศจิกายน 2553 00:59 น.
ผมทำธุรกิจเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์ครับ มีหลายครั้งที่ลูกค้าชำระเงินล่าช้า ซึ่งผมเองก็พยายามทวง พยายามตามลูกค้าเจ้านี้มาเกือบปีแล้ว แต่ลูกค้าคนนี้ก็ปฏิเสธมาเรื่อยๆ (ซึ่งก็ทำค้าขายกันมา 4 ปีแล้ว ปีนี้เป็นปีที่ 5 เป็นบริษัทเล็กๆบริษัทนึงที่ผมไว้ใจมาตลอด)
จนตอนนี้ผมมาคำนวณดูแล้ว บริษัทลูกค้าเจ้านี้ค้างชำระผมเป็นจำนวน 2แสนกว่าแล้ว
ผมจึงให้เด็กในบริษัทช่วยตาม ทางลูกค้าก็ผัดผ่อนอ้างไปต่างๆนาๆ เช่น ไม่อยู่บริษัทบ้าง ไปต่างจว.บ้าง ยังไม่สะดวกชำระบ้าง หนักสุดก็ถามว่าไม่ไว้ใจบริษัทเค้าหรือ?
ผมขอถามคุณทนายดังนี้นะครับ
1.ผมจะมีวิธีการทวงเงินค้างชำระอย่างไรดีครับไม่ให้เสียน้ำใจกับลูกค้า
2. ปัจจุบันผมมีเอกสารที่ส่งสินค้า เอกสารใบเสนอราคาที่มีการสั่งซื้อกับบริษัทผม ใช้ประกอบในการฟ้องร้องอะไรได้บ้างครับ
3.ผมจะฟ้องอะไรได้บ้างครับ (ค้างชำระมาตั้งแต่วันที่ 4/7/2009)
และต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างครับ
ขอบคุณคุณทนายล่วงหน้าครับ รบกวนคุณทนายตอบทาง e-mail ด้วยจะขอบพระคุณมากครับ
ทนายภูวรินทร์
Admin
phuwarinlawyer@hotmail.com
ตอบ # 1 เมื่อ 30 มกราคม 2554 01:20 น. [แจ้งลบ]
สวัสดีครับคุณปองศักดิ์

          ก่อนอื่นต้องขออภัยด้วยที่ตอบคำถามล่าช้าครับ ผมขอตอบปัญหาเรียงลำดับดังนี้

 

1.ผมจะมีวิธีการทวงเงินค้างชำระอย่างไรดีครับไม่ให้เสียน้ำใจกับลูกค้า

   ตอบ เบื้องต้นก็ทวงถามด้วยตนเองก่อน การชำระเงินอาจให้ลูกค้าผ่อนชำระเป็นงวด ๆ มีน้อยผ่อนน้อย เป็นต้น หากยังเพิกเฉยก็มอบหมายให้ทนายความดำเนินการทวงถามต่อไป

 

2. ปัจจุบันผมมีเอกสารที่ส่งสินค้า เอกสารใบเสนอราคาที่มีการสั่งซื้อกับบริษัทผม ใช้ประกอบในการฟ้องร้องอะไรได้บ้างครับ

    ตอบ เมื่อลูกค้าไม่ชำระหนี้ก็ต้องฟ้องศาลเพื่อบังคับให้ลูกค้าชำระหนี้ ส่วนเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการฟ้องคดีได้แก่ หลักฐานการสั่งซื้อสินค้า หลักฐานการส่งมอบสินค้า และเอกสารเกี่ยวกับการทวงถาม หรือการตอบรับการเป็นหนี้ เป็นต้น

 




3.ผมจะฟ้องอะไรได้บ้างครับ (ค้างชำระมาตั้งแต่วันที่ 4/7/2009)

และต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างครับ

   ตอบ ฟ้องเรียกค่าสินค้าที่ค้างชำระ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้แต่ละครั้งแต่ละงวด ส่วนเอกสารที่ต้องใช้ก็ตอบแล้วในข้อ 2.




saowarot
Guest
ตอบ # 2 เมื่อ 13 เมษายน 2554 13:06 น. [แจ้งลบ]
สวัสดีค่ะ
ดิฉันเปิดร้านขายอุปกรณ์ช่างค่ะ แล้วมีช่างที่ซื้อสินค้าแล้วจ่ายเงินไม่ครบคือซื้อของแล้วแบ่งจ่ายโดยที่เราออกบิลส่งของให้ค่ะ จนจำนวนเงินที่ค้างชำระสูงขึ้นแล้วพอทวงถามก็นิ่งเฉย แล้วไม่มาที่ร้านเราอีก อย่างนี้เราสามารถทำอย่างไรได้บ้างค่ะ มีเอกสารคือบิลส่งของ+สำเนาบัตรประชาชนของช่างที่ค้างชำระนะค่ะ
1.เราจะมีวิธีอย่างไรในการทวงหนี้กับเค้าได้บ้างค่ะ ถ้าหากไม่ฟ้องศาล
2.หากต้องฟ้องศาลเอกสารที่เรามีจะเพียงพอไหมค่ะ
3.ช่างเป็นคนที่มีภูมิลำเนาต่างจังหวัดไม่ใช่คนในพื้นที่จังหวัดเดียวกับเราด้วยจะฟ้องศาลที่จังหวัดไหนค่ะ

ขอความกรุณาช่วยตอบคำมด้วยค่ะ
ขอบพระคุณย่างสูงค่ะ
วนิดฐา ประดิษฐ์เวทย์
Guest
wanidthap@chememan.com
ตอบ # 3 เมื่อ 19 เมษายน 2554 21:13 น. [แจ้งลบ]
เมื่อลูกค้าไม่ชำระหนี้ก็ต้องฟ้องศาลเพื่อบังคับให้ลูกค้าชำระหนี้ ส่วนเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการฟ้องคดีได้แก่ หลักฐานการสั่งซื้อสินค้า หลักฐานการส่งมอบสินค้า และเอกสารเกี่ยวกับการทวงถาม หรือการตอบรับการเป็นหนี้ เป็นต้น

ขอถาม ดังนี้ หลักฐานการส่งมอบสินค้า ต้องเป็นลายเซ็นต์จริง ของลูกค้า หรือไม่คะ หากเป็นลายเซ็นืในสำเนาใบส่งของ สามารถใช้ฟ้องร้องไก้หรือไม่คะ
ทนายภูวรินทร์
Admin
phuwarinlawyer@hotmail.com
ตอบ # 4 เมื่อ 22 เมษายน 2554 22:37 น. [แจ้งลบ]
ตอบคำถามคุณ saowarot

       ตามที่ได้ขอคำปรึกษาเรื่องลูกค้าไม่ชำระหนี้นั้น กฎหมายบัญญัติให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับชำระหนี้กับลูกหนี้ได้ 

        ส่วนวิธีการทวงถามหนี้โดยไม่ต้องฟ้องศาลนั้น เป็นเรื่องยากเพราะหากมีวิธีการนี้แล้วทนายความคงไม่มีงานทำเป็นแน่ การผิดนัดชำระหนี้ค่าสินค้านั้นเป็นคดีแพ่ง เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องบังคับชำระหนี้ต่อศาลได้เท่านั้น ไม่มีสิทธิฟ้องเป็นคดีอาญาเพื่อเอาตัวลูกค้ามาจำคุกได้ หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ก็ต้องฟ้องศาลอย่างเดียวเท่านั้นครับ และต้องฟ้องภายในกำหนดอายุความด้วย โดยหากเป็นลูกค้าทั่วไปคือซื้อไปใช้ในชีวิตประจำวันจะต้องฟ้องภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ แต่หากเป็นลูกค้าประเภทเจ้าของกิจการอันเป็นปกติธุรกิจของตน เช่นซื้อมาขายไป หรือซื้อไปใช้ในกิจการตนเอง ก็ต้องฟ้องภายในกำหนดอายุความ 5 ปีนับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ครับ

        สำหรับเอกสารที่ใช้ประกอบการฟ้องคดี ก็ได้แก่ บิลส่งของ หรือหลักฐานที่แสดงถึงการติดต่อซื้อขายสินค้ากัน หลักฐานการทวงถาม หรือการรับหนังสือทวงถาม หรือการรับสภาพหนี้ไว้ครับ ส่วนศาลที่จะยื่นฟ้องนั้น เรื่องนี้ผู้ขายมีสิทธิฟ้องต่อศาลที่มูลคดีเกิด คือสถานที่ขายสินค้าได้
ทนายภูวรินทร์
Admin
phuwarinlawyer@hotmail.com
ตอบ # 5 เมื่อ 22 เมษายน 2554 22:54 น. [แจ้งลบ]
ตอบคำถามคุณวนิดฐา ประดิษฐ์เวทย์

          
หลักฐานประกอบการฟ้องคดีค่าสินค้านั้น คือหลักฐานหรือพยานบุคคลหรือภาพถ่ายที่แสดงว่าผู้ซื้อได้รับสินค้าแล้ว ดังนั้น ลายเซ็นในสำเนาใบส่งของจึงสามารถใช้ฟ้องร้องได้ หรือแม้จะไม่มีใบรับสินค้า แต่หากมีพยานบุคคลเบิกความยืนยันต่อศาลว่าได้ไปส่งสินค้าด้วยตนเอง หรือมีการถ่ายภาพการรับมอบสินค้ากันไว้ ก็สามารถฟ้องคดีได้ครับ เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องมีหลักฐานการรับสินค้าจึงจะสามารถฟ้องได้ เพียงแต่หากมีหลักฐานแล้วลูกหนี้จะได้ไม่ปฏิเสธการชำระหนี้โดยอ้างว่ายังไม่ได้รับสินค้า คือไม่ต้องมาโต้แย้งกันอีก

            หลักฐานการรับสินค้านี้เป็นหลักฐานสำคัญเลยทีเดียวเพราะผู้ส่งของบางคนมักง่าย ไม่ค่อยให้เซ็นรับสินค้ากัน หรือให้เซ็นแต่ก็เป็นใครไม่รู้ เกี่ยวข้องกับผู้ซื้อหรือไม่อย่างไรไม่ทราบ ทำง่ายๆไว้ก่อน แต่พอเกิดปัญหาแล้วลูกหนี้ที่หัวหมอหรือชอบเบี้ยวหนี้มักจะอ้างว่าไม่ได้รับสินค้าแบบหน้าด้าน แต่หากไม่มีปัญหาก็โชคดีไป 

            ดังนั้น ปัจจุบันนี้เงินทองหายากผู้ขายควรระมัดระวัง ควรให้ผู้ซื้อหรือตัวแทนของผู้ซื้อที่มีหน้าที่โดยตรงเป็นผู้เซ็นรับสินค้า (ไม่ใช่ใครก็ได้) การทวงถามก็ต้องทำเป็นหลักฐาน ไม่ใช่ทวงด้วยวาจาอย่างเดียว เพราะหากมีคดีที่ศาลจะได้มีพยานหลักฐานมัดผู้ซื้อได้ โดยไม่ต้องหนักอกหนักใจครับ
วิภาวี
Guest
ตอบ # 6 เมื่อ 31 พฤษภาคม 2554 11:37 น. [แจ้งลบ]
ได้เจอกระทู้ดี ได้ทนายดีๆ ช่วยตอบคำถาม

ดิฉัน ประสบปัญหา
หลังจากขายเชื่อ สินค้า ให้กับลูกค้าใหม่ ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นคนกลาง นำสินค้าไปขายต่อให้กับ โรงงาน
มีมูลค่า หนี้ 150000 บาท หลังจาก ถึงกำหนด ชำระสินค้า กลับผิดนัด ติดต่อล่าสุดได้รับทราบเพียงเจ้าหน้าที่ๆติดต่อเป็นแค่พนักงานเท่านั้น ต่อมาติดต่อไม่ได้และไม่รับสายเลย
เอกสารที่มีอยู่ ก็มี
1.เอกสารใบสั่งซื้อ (มีลายเซ็นต์ พร้อมชื่อ-สกุล) แต่บริษัทฯ ที่สั่งซื้อไม่มีตัวตนตามที่จดทะเบียนไว้
2.เอกสารใบรับสินค้า ไปส่ง ณ โรงงาน (มีลายเซ็นต์ เท่านั้น)
3.อีเมล์ที่ใช้ในการติดต่อระหว่าง คนกลาง และโรงงานดิฉัน

อยากถามว่า
1.เมื่อเอกสาร มีอยู่เพียง ใบสั่งซื้อจากคนกลาง ใบเสนอราคา และใบรับสินค้า เท่านั้นจะสามารถฟ้องร้องใดๆ ได้หรือไม่คะ
2.ยอดเพียง 150000 ฟ้องร้องจะคุ้มกับค่าใช้จ่ายที่ต้องสูญเสียไปหรือไม่
3.เราจะสามารถดำเนินคดี หรือเรียกร้องกับ โรงงานที่ คนกลางไปส่งสินค้าได้หรือไม่ (เมื่อโรงงานนั้นไม่ให้ความร่วมมือ)
4.เราสามารถเรียกค่าเสียหาย กับเจ้าหน้าที่ที่ลาออกไปแล้วนั้นได้หรือไม่ (เนื่องจากมีลายเซ็นต์เจ้าหน้าที่ท่านนั้นอยู่) เพราะนอกจากนั้นก็ไม่มีเอกสารใดๆ ของเจ้าของบริษัทฯ อีกเลย
5.อายุความระหว่างที่เราจะฟ้องร้อง นับจากวันครบกำหนดชำระหนี้ นานเท่าไหร่ถึงจะหมดอายุความคะ เพราะทุกวันนี้คิดว่า จะไม่ติดตามต่อแล้ว ไว้เป็นประสบการณ์แต่อยากรู้ไว้คะ
ทนายภูวรินทร์
Admin
phuwarinlawyer@hotmail.com
ตอบ # 7 เมื่อ 3 มิถุนายน 2554 15:07 น. [แจ้งลบ]
สวัสดีครับคุณวิภาวี

ผมขอตอบคำถามเรียงลำดับตามที่ได้สอบถามมา ดังนี้

          1. สามารถฟ้องศาลโดยใช้เอกสารใบสั่งซื้อ,  ใบเสนอราคา และใบรับสินค้าได้ครับ เมื่อสืบพยานก็นำพยานบุคคลเข้าสืบประกอบ เช่น เจ้าหน้าที่หรือพนักงานขาย, พนักงานส่งของ เป็นต้น นอกจากนี้ เอกสารหลักฐานทุกอย่างใช้อ้างเป็นพยานได้หมด เช่น อีเมลล์ที่ใช้ในการติดต่อระหว่างกัน

          2.ทุนทรัพย์หรือค่าสินค้าจำนวน 150,000 บาท ถือว่ามีจำนวนสูงครับ ฟ้องแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่ เป็นเรื่องอนาคต เพราะหากจำเลยไม่มีทรัพย์สินอะไรให้ยึดเพื่อนำมาชำระหนี้ ก็ไม่คุ้มค่า การฟ้องคดีถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง  ซึ่งในอนาคต (ภายใน 10 ปีนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด) จำเลยอาจมีทรัพย์สินให้ยึดก็ได้  หรืออาจยึดได้เงินเพียงบางส่วนก็ได้ นอกจากนี้ คุณก็ยังมีสิทธินำหนี้ดังกล่าวไปหักลดภาษีได้ด้วย เรียกว่าตัดหนี้สูญ  แต่หากปัจจุบันนี้คุณไม่ฟ้องคดี ก็อาจเสียสิทธิเรียกร้องได้ 

          3.ฟ้องได้เฉพาะคู่กรณีที่ซื้อสินค้าจากคุณได้เท่านั้น เพราะโรงงานเป็นผู้ซื้อสินค้าต่ออีกทอดหนึ่ง ไม่มีนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายกับคุณ ยกเว้น หากคุณมีหลักฐาน และสามารถสืบพยานให้เห็นว่า ผู้ที่ซื้อสินค้าจากคุณเป็นตัวแทนของโรงงาน ทำการซื้อสินค้าให้โรงงานแทน ซึ่งมีลักษณะเป็นตัวการตัวแทนกัน มีการไปส่งสินค้าให้แก่โรงงานโดยตรง ไม่ได้ส่งผ่านคนกลาง คุณก็สามารถฟ้องโรงงานได้ครับ

          4.เจ้าหน้าที่ของผู้ซื้อสินค้า เป็นเพียงตัวแทนในการเซ็นรับสินค้าเท่านั้น ไม่มีนิติสัมพันธ์เรื่องซื้อขายกับคุณจึงไม่สามารถฟ้องได้

          5.อายุความคดีซื้อขาย มีอยู่ 2 กรณี คือ 1. หากผู้ซื้อสินค้าเป็นประชาชนทั่วไป ซื้อไปใช้ในชีวิตประจำวัน ก็มีอายุความ 2 ปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้   และ 2. หากผู้ซื้อสินค้าเป็นผู้ประกอบการ ซื้อไปใช้ในการประกอบกิจการของตน หรือซื้อมาขายไป ก็มีอายุความ 5 ปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้
วีรภาค
Guest
ตอบ # 8 เมื่อ 9 มิถุนายน 2554 23:27 น. [แจ้งลบ]
กระผม ประสบปัญหา ดังนี้ครับ

ส่งสินค้าไปต่างประเทศโดยการชำระเงินแบบ TT เชื่อใจกันค้าขายมานาน ช่วงหลัง ลูกค้าไม่ชำระเงินเลย และไม่ได้ทำสัญญาไว้ด้วยครับ ผมทำ mail ไปทวงถามแล้วก็ไม่เคยตอบเลยครับ จะฟ้องร้องอย่างไรได้บ้างครับ และจะชนะหรือเปล่าครับ ช่วยตอบด้วยนะครับ จะขอบพระคุณยิ่ง
ทนายภูวรินทร์
Admin
phuwarinlawyer@hotmail.com
ตอบ # 9 เมื่อ 14 มิถุนายน 2554 18:55 น. [แจ้งลบ]

ตอบคุณวีรภาค

                  ข้อมูลที่ให้มามีรายละเอียดไม่เพียงพอที่จะตอบอย่างชัดเจนครับ จึงขอรายละเอียดต่าง ๆ ที่มากกว่านี้ เช่น ลูกค้าเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล มีภูมิลำเนาอยู่ประเทศไทยหรือต่างประเทศ การซื้อขายสินค้าทำกันอย่างไร  มีใบสั่งซื้อสินค้า หลักฐานการส่งสินค้า หรือหลักฐานการรับสินค้า หรือมีหลักฐานที่เคยติดต่อซื้อขายกันครั้งก่อนหรือไม่   เป็นต้น  รบกวนส่งรายละเอียดให้ทางอีเมลล์นะครับ

กรพินธุ์
Guest
konrapin_2519@hotmail.com
ตอบ # 10 เมื่อ 17 มิถุนายน 2554 12:33 น. [แจ้งลบ]
ดิฉันประสบปัญหา เนื่องจากดิฉันส่งสินค้าเกษตรให้กับบริษัทแห่งหนึ่งเป็นจำนวนเงินกว่า 3,500,000 บาท รับสินค้าโดยพนักงานของบรฺษัทมีลายเซ็นรับถูกต้องก่อนเซ็นรับมีการสุ่มตรวจสินค้าทุกครั้ง ต่อมาภายหลังจากรับของประมาณ 1 เดือน เจ้าของบริษัทแจ้งว่าสินค้าเสียหาย (เป็นของสดทางบริษัทมีห้องเย็นแช่สินค้าเองเมื่อสอบถามข้อเท็จจริงฝ่ายเขาเป็นคนทำให้สินค้าเสียหาย) จึงหยุดชำระเงินซึ่งตกลงจ่ายเป็นงวด ให้เครดิต 3เดือน เงินค้างอยู่ประมาณ 2,500,000 บาท ดิฉันมีหลักฐานบิลส่งของ แต่ใบสั่งซื้อไม่มีเนื่องจากตกลงซื้อขายกันด้วยวาจาและส่งอีเมล์คุยกัน และหลักฐานการทวนถามเป็นเอกสารยังไม่มีเนื่องจากเป็นธุรกิจครอบครัว พ่อกับน้องชายส่งของและสามีทำบัญชีแต่ได้ทวนถามเป็นวาจาแล้วหลายครั้ง เขาเลื่อนกำหนดจ่ายมาเป็นเวลา 15 วันแล้วดิฉันจำเป็นต้องเอาเงินส่วนที่เหลือไปจ่ายให้กับลูกสวนคือเกษตรกรทำให้เดือดร้อนมาก ถ้าดิฉันฟ้องต้องใช้เวลานานไหม และถ้าเราชนะจะให้เขาจ่ายค่าศาลและค่าทนายได้หรือไม่ ช่วยตอบด้วยนะค่ะ จะขอบพระคุณยิ่ง
ทนายภูวรินทร์
Admin
phuwarinlawyer@hotmail.com
ตอบ # 11 เมื่อ 18 มิถุนายน 2554 01:00 น. [แจ้งลบ]
ตอบคุณกรพินธุ์

                เรื่องนี้มีหลักฐานการรับมอบสินค้าของผู้ซื้อ และมีการชำระเงินบางส่วนแล้ว ถือว่าหลักฐานเพียงพอในการฟ้องศาลแล้วครับ แม้จะไม่มีใบสั่งซื้อก็ตาม การติดต่อกับลูกค้านั้น สิ่งสำคัญควรจะทำเป็นลายลักษณ์อักษรให้เป็นหลักฐาน การส่งสินค้าควรให้ผู้มีอำนาจทำการแทนของลูกค้าหรือพนักงานที่มีหน้าที่โดยตรงเซ็นรับสินค้าและเขียนชื่อนามสกุลด้วยตัวบรรจงให้ชัดเจนทุกครั้ง การทวงถามก็ต้องทำเป็นหนังสือส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ และใบรับสินค้าควรระบุอัตราดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปีให้ชัดเจน เพราะหากไม่ตกลงกันไว้กฎหมายให้คิดได้ร้อยละ 7.5 เท่านั้น เนื่องจากผู้ขายไม่รู้อนาคตว่าลูกค้าจะชำระเงินตามสัญญาและต้องดำเนินการทางศาลหรือไม่ 

                ส่วนการฟ้องคดีแพ่งเรียกเงินค่าสินค้านั้น ต้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 2 ของทุนทรัพย์ เสียค่าขึ้นศาลสูงสุดไม่เกินสองแสนบาท (กรณีฟ้องหลักสิบล้านบาทขึ้นไป) นอกจากนี้ ก็เสียค่านำส่งหมายศาล และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกเล็กน้อย ส่วนค่าทนายความนั้นแล้วแต่ตกลงกับทนายความครับ ไม่มีอัตราตายตัว และเมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี จะมีคำพิพากษาให้จำเลยเป็นผู้รับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมให้โจทก์ โดยให้จำเลยชำระเงินค่าขึ้นศาลและค่าส่งหมายคืนโจทก์เต็มตามที่ชำระไป ส่วนค่าทนายความศาลจะกำหนดให้พอสมควร แต่จะไม่เท่ากับจำนวนที่โจทก์จ่ายให้ทนายความ

              เมื่อฟ้องคดีต่อศาลแล้วจะใช้ระยะเวลานานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับจำเลยมาศาลและสู้คดีหรือไม่ด้วยครับ อย่างเร็วที่สุดก็ประมาณ 45-60 วัน อย่างช้าสุดก็ไม่เกินหกเดือน แต่หากมีการอุทธรณ์หรือฎีกาก็หลายปีครับ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่เมื่อศาลพิพากษาให้ชนะคดี คือให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์แล้ว จำเลยจะมีเงินหรือทรัพย์สินที่จะสามารถยึดนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่
sgchild
Guest
ตอบ # 12 เมื่อ 22 มิถุนายน 2554 22:17 น. [แจ้งลบ]
คือว่าลูกค้าเจ้านี้ได้มีการสั่งซื้อกับทางบริษัทประมาณ 6แสนบาทเพื่อนำไปติดตั้งโรงงานของบริษัทแห่งหนึ่ง แล้วทีนี้ว่ามีคนไปฟ้องกับโรงงานดังกล่าวว่ามีการโกงกันในการจัดซื้อ ซึ่งเราก็ส่งของไปให้หมดแล้ว พอเขาตรวจว่ามีการทุจริตจริงก็ไม่จ่ายเงินให้กับลูกค้า ทำให้ลูกค้าก็ไม่มีเงินจ่ายเรา แรกๆก็โทรไปติด หลังๆนี้ปิดเครื่องหนี ไม่รับสาย จึงไม่แน่ใจว่าจะได้รับเงินคืนหรือไม่ ถ้าหากจะตามหนี้และฟ้องศาลต้องมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ซึ่งก็เกือบจะครบปีแล้ว
ทนายภูวรินทร์
Admin
phuwarinlawyer@hotmail.com
ตอบ # 13 เมื่อ 24 มิถุนายน 2554 21:26 น. [แจ้งลบ]

ตอบคุณsgchild 

                ตามกฎหมาย ถ้าลูกหนี้ละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตน เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับชำระหนี้ก็ได้ และหนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้น โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้เรียกดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น เช่น มีข้อตกลงกันให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี 

                จากหลักกฎหมายดังกล่าว บริษัทคุณจึงต้องฟ้องศาลเพื่อบังคับให้ผู้ซื้อสินค้าชำระหนี้เท่านั้น ส่วนการฟ้องศาลมีขั้นตอนอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่มีรายละเอียดมากครับ บุคคลธรรมดาทั่วไปไม่สามารถเขียนคำฟ้องไปยื่นศาลเองได้ เพราะมีขั้นตอนปฏิบัติที่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถที่เป็นวิชาชีพและมีกระบวนพิจารณาที่ซับซ้อน หากทำไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็มีผลกับคดีได้ เช่น คำฟ้องหากร่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลก็พิพากษายกฟ้องได้ เรียกว่าหลักฐานแห่งคดีมีทางชนะแน่นอน แต่แพ้ทางเทคนิค เป็นต้น ดังนั้น บริษัทคุณต้องหาทนายความเพื่อดำเนินการให้แทนครับ

                ส่วนคดีซื้อขายสินค้าตามที่ถามมานั้น หากผู้ซื้อ ๆ ไปเพื่อใช้ในกิจการของตน ก็จะมีอายุความฟ้องคดี 5 ปี นับแต่วันผิดนัด แต่หากซื้อไปใช้เอง ก็จะมีอายุความฟ้องคดี 2 ปี ประการสำคัญการที่จะได้รับเงินค่าสินค้าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินที่จะยึดเอามาชำระหนี้หรือไม่ด้วย เพราะแม้ศาลจะพิพากษาให้ชนะคดี แต่หากลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินอะไรเลยในชีวิต ก็ไม่สามารถบังคับเอาอะไรได้เช่นกัน เพราะกฎหมายบัญญัติให้มีอายุความการบังคับคดีเพียง 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดครับ อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องกังวลภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว ขอให้โชคดีครับ

แมว
Guest
jj@hotmail.com
ตอบ # 14 เมื่อ 24 กรกฎาคม 2554 08:49 น. [แจ้งลบ]
ช่วยแนะนำ้ด้วยค่ะ ซื้อโน๊ตบุ๊คของเฟิสต์ช้อยส์ สามหมื่นสองพันบาท ส่งได้แค่สามงวด ก็หยุดส่ง ตกงานกลับไปอยู่ต่างจังหวัด
สี่ปีแล้ว ตอนนี้กลับมาทำงานจะใช้หนี้เขา โดยต้องเหลือจากการให้คุณแม่ก่อน เพราะมีแม่ที่ต้องดูแล คุณพ่อเสียแล้ว
คุณแม่อยู่คนเดียว ได้เงินจากลูกเท่านั้น จะทำอย่างไรดีค่ะ
ทนายภูวรินทร์
Admin
phuwarinlawyer@hotmail.com
ตอบ # 15 เมื่อ 24 กรกฎาคม 2554 20:48 น. [แจ้งลบ]
ตอบคุณแมว

                   หากคุณผิดสัญญา เจ้าหนี้ก็ต้องใช้สิทธิทางศาลฟ้องร้องบังคับคดีตามขั้นตอนของกฎหมายครับ ส่วนกรณีที่คุณได้ทำงานแล้วประสงค์จะใช้หนี้ก็ต้องติดต่อไปที่เจ้าหนี้เอง จะผ่อนชำระอย่างไรก็ต้องแล้วแต่เจ้าหนี้และคุณตกลงร่วมกัน ผมไม่สามารถให้คำแนะนำเรื่องการใช้หนี้นอกจากนี้ได้ครับ ต้องขออภัยด้วย
น้ำ
Guest
ตอบ # 16 เมื่อ 27 สิงหาคม 2554 21:53 น. [แจ้งลบ]
ช่วยแนะนำด้วยนะคะ คือว่ประกอบการขายฟอร์นิเจอร์ แล้วลูกค้าค้างค่าของ โดยจ่ายมัดจำมาส่วนหนึ่ง
มีหลักฐานเอกสารการขาย คือ ใบรับเงินมัดจำ ใบรับคำสั่งซื้อ ใบส่งของ ซึ่งลายเซ็นในใบส่งของกับใบรับคำสั่งซื้อคนละคนกัน (ใบรับคำสั่งซื้อเป็นลายเซ็นของผู้ซื้อ) ตอนนี้ผ่านมาประมาณสองเดือน โทรไป ลูกค้าไม่รับโทรศัพท์เลยคะ
แต่ทางบริษัทมีข้อกำหนดว่า ถ้าได้รับชำระเงินไม่ครบ จะไม่มีการส่งของ ตามเงื่อนไขที่ระบุในใบสั่งซื้อ แต่ด้วยความที่ค้าขายมานานจึงส่งของก่อน เพราะไม่อยากให้ลูกค้ารอนานนะคะ อยากทราบว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้างคะ

ทนายภูวรินทร์
Admin
phuwarinlawyer@hotmail.com
ตอบ # 17 เมื่อ 30 สิงหาคม 2554 00:53 น. [แจ้งลบ]
ตอบคุณน้ำ      

          ตามข้อเท็จจริงที่แจ้งมานั้น เป็นการผิดสัญญาซื้อขาย เมื่อผู้ซื้อไม่ชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ย่อมถือว่าผู้ซื้อผิดนัดชำระหนี้ ผู้ขายต้องใช้สิทธิทางศาลฟ้องเป็นคดีแพ่งเพื่อขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ซื้อชำระหนี้ โดยใช้หลักฐานตามที่แจ้งมาทั้งหมดประกอบการฟ้องคดี ซึ่งสาระสำคัญจะอยู่ที่การตกลงซื้อขายกัน และมีการส่งมอบสินค้าให้จริง  แม้ผู้รับสินค้าจะมิใช่ผู้ซื้อ แต่หากเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ซื้อโดยตรง เช่น พนักงาน ตัวแทน เป็นต้น ก็สามารถใช้หลักฐานดังกล่าวประกอบการสืบพยานในชั้นศาลได้ครับ ก่อนฟ้องคดีก็อาจจะมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามถึงผู้ซื้อเพื่อให้ชำระหนี้ โดยจะทำหนังสือเองหรือให้ทนายความเป็นผู้ทวงถามก่อนฟ้องก็ได้ เผื่อลูกหนี้ยินยอมชำระเงินจะได้ไม่ต้องฟ้องศาล แต่หากมีการฟ้องคดีต่อศาล ก็ต้องสืบพยานกันในศาลโดยใช้ระยะเวลานานพอสมควรขึ้นอยู่กับจำเลยต่อสู้คดีหรือไม่  และหากดำเนินกระบวนพิจารณาจนศาลพิพากษาให้ชำระหนี้แล้ว ต่อไปก็จะเป็นขั้นตอนการบังคับคดี คือติดตามสืบทรัพย์และดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาครับ 

          หมายเหตุ กำหนดอายุการใช้สิทธิฟ้องศาล 

          1. หากลูกค้าซื้อเพื่อใช้เองไม่ได้ซื้อเพื่อกิจการของตนเอง มีอายุความ 2 ปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ 

          2. หากลูกค้าเป็นผู้ประกอบธุรกิจซื้อสินค้าเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง จะมีอายุความฟ้องคดี 5 ปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้
win
Guest
p.k.s.industrial-supply@hotmail.com
ตอบ # 18 เมื่อ 21 กันยายน 2554 16:47 น. [แจ้งลบ]
ขอปรึกษาเรื่องแพ้คดีแพ่งครับ เป็นร้านค้าขายอุปกรณ์เครื่องมือช่างให้โรงงานครับ ส่งสินค้าด้วยบิลชั่วคราว มีพนักงานโรงงานเซ็นต์ชื่อรับ ตอนสืบพยาน ได้เบิกพนักงานจำเลยไปเป็นพยานให้ด้วยครับ พนักงานโรงงานก็ยอมรับจริงว่าได้เอาไปใช้ในโรงงานจริง ๆ และจะออกเอกสารใบสั่งซื้อตามหลังให้ แต่ทนายโรงงานชี้ประเด็นว่า
ทำไม่ถูกระเบียบของโรงงาน ที่ปกติต้องมีเอกสารใบสั่งซื้อถึงทำจ่ายเงินได้ แต่การสั่งสินค้านี้เป็นกรณีเร่งด่วน
ผู้รับสินค้าที่โรงงานก็ชี้แจงผู้พิพากษาให้ทราบแล้ว แต่ปรากฏว่าผู้พิพากษาตัดสินให้ผมแพ้คดีครับ ยกฟ้อง เห็นด้วยกับจำเลย ที่บอกว่าจ่ายไม่ได้เพราะผิดระเบียบภายในบริษัท ผมเสียใจ และผิดหวังกับคำตัดสินมากเลยครับ กำลังตัดสินใจว่าจะอุทรณ์ดีหรือไม่ เพราะผมเริ่มท้อแท้กับความยุติธรรมแล้วครับ ยอดเงิน+ดอกเบี้ยแล้วประมาณ 600,000 ครับ ส่วนโรงงานเป็นมหาชนครับทุนจดทะเบียน หมื่นล้านครับ ขอคำแนะนำด้วยครับว่ากรณีนี้ถ้าอุทรณ์มีโอกาสชนะมั้ยครับ จะใช้ข้อกฏหมายอะไรดีครับ (ทนายคนเดิมของผมเองก็ยึงมีนกับคำตัดสินครับ)
อยากให้เพื่อน ๆ ที่ทำธุรกิจค้าขายอย่างผม ได้รับทราบไว้เป็นบทเรียนครับ คนค้าขายสุจริตต้องมาประสบปัญหาแบบนี้ ถ้าผมคิดร้าย น้อยใจในคำตัดสิน เอาไปทำกับร้านค้าที่ผมสั่งซื้อสินค้ามา แล้วอ้างระเบียบภายใน ไม่จ่ายเงินให้บ้าง ระบบธุรกิจก็คงแย่นะครับ (ถ้าแนะนำให้ผมอุทรณ์ได้ ผมอยากปรึกษาเป็นการส่วนตัวครับ)
ค้าขายและเห็นใจแต่โดนไปจนเป็นหนี้
Guest
t0404@hotmail.com
ตอบ # 19 เมื่อ 27 กันยายน 2554 16:48 น. [แจ้งลบ]
กฎหมายทำได้แค่คดีแพ่ง ทั้งช้า ทั้งเสียเงิน ไม่คุม ถ้าเงินมากๆ ทำอะไรไม่ได้ก็ยิงแม่งมันเลย
หรือ ก็ประจานมันใน เว็ป อบต. เทศบาล ที่ทำงานมันบ้าง ให้มันค้าขายไม่ได้ หรือ ไม่ก็มันทำกับเราได้
เราก็ทำบ้าง สั่งสินค้าให้ทั่วประเทศ เอาขายแล้วก็โกงบ้างดีไหม ประเทศไทยจะได้เจริญ
เวลาประเทศแย่ก็ด่าว่ารัฐบาลบริหาร สาเหตุก็เพราะไอ้ชอบโกงไม่จ่ายเงินเขานี่แหละที่ทำให้ประเทศแย่
เกิดมาทำไมคนพวกนี้ ตายไปเสียจะได้ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนอีก มันอยู่ก็ไปทำกับคนอื่นเขาอีก
เลขาทนายภูวรินทร์
Admin
phuwarinlawyer@hotmail.com
ตอบ # 20 เมื่อ 30 กันยายน 2554 00:21 น. [แจ้งลบ]
เนื่องจากคุณทนายภูวรินทร์ติดธุระทำคดีที่ศาลต่างจังหวัดประมาณ 3-4 วัน

ดิฉันจึงได้ฝากข้อความ เรื่องราวและคดีความรวมถึงทุกปัญหาที่ทุกท่านได้ฝากไว้

ให้กับทางคุณทนายภูวรินทร์แล้วค่ะ

ซึ่งคุณทนายภูวรินทร์ขอเรียนแจ้งว่า สำหรับทุกปัญหานั้นคุณทนายจะรีบกลับมา

ตอบให้อีกครั้งและจะติดต่อกลับทุกท่านที่มีความทุกข์ใจด้านกฎหมายค่ะ

ขอขอบคุณและขออภัยในความล่าช้าค่ะ

ชื่นจิต
Guest
cheunjit_t@hotmail.com
ตอบ # 21 เมื่อ 5 พฤศจิกายน 2554 18:10 น. [แจ้งลบ]
เรียนท่านทนาย
เรียนปรึกษาว่าลูกค้าจ้างผลิตงานโดยมีกำหนดชำระเงิน 60 วัน แต่เมื่อถึงกำหนดชำระแล้วเกิดน้ำท่วมโรงงานผู้ผลิต โดยมีทรัพย์สินที่ค้างอยู่คือแม่พิมพ์และวัตถุดิบ ทำให้ไม่ยอมจ่ายเงินที่ค้างอยู่ คือ
ผลิตเดือน สิงหา กำหนดจ่าย ตุลาคม 390,000 บาท
กันยา พฤศจิกายน 540,000 บาท
ตุลา (บางส่วน) ธันวาคม 100,000 บาท
ซึ่งโดยรวมแล้วมียอดค้างชำระรวม 1,030,000 บาท ซึ่ง ลูกค้าอ้างว่าทรัพย์สินของเค้าเสียหายเท่าไหร่ยังไม่รู้ จึงไม่ยอมจ่ายเงิน งวด ตุลาคม ทวงถามก็ยังไม่มีข้อสรุป ช่วยแนะนำด้วยค่ะ เพราะเดือดร้อนมากค่ะ ไม่มีเงินจ่ายลูกน้อง และชำระหนี้ ค่ะ

ชัยยศ
Guest
ตอบ # 22 เมื่อ 14 พฤศจิกายน 2554 17:14 น. [แจ้งลบ]
เรียนท่านทนาย

คือขอรบกวนว่า ในกรณีที่ขายสินค้าผู้ซื้อเป็นรูปบริษัท จำกัด ไม่จ่ายเงิน เราฟ้องศาลแล้วชนะ แต่บริษัท ไม่มีเงินจ่ายเนื่องจากขาดทุนตลอด กรรมการบริษัทผู้ซื้อต้องรับผิดชอบจ่ายเงินส่วนตัวหรือไม่

ขอขอบคุณล่วงหน้า
ทนายภูวรินทร์
Admin
phuwarinlawyer@hotmail.com
ตอบ # 23 เมื่อ 21 พฤศจิกายน 2554 23:18 น. [แจ้งลบ]
ตอบคำถามคุณชื่นจิต

                ก่อนอื่นต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่ได้ตอบคำถามล่าช้ามาก เนื่องจากช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมาผมตกเป็นผู้ประสบภัยน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานคร ต้องอพยพไปอยู่ต่างจังหวัดหลายวัน ไม่สะดวกในการตอบคำถามครับ

                 ตามที่ได้สอบถามมานั้น เมื่อคุณได้ทำการงานที่ว่าจ้างสำเร็จพร้อมส่งมอบงานที่จ้างตามสัญญาแล้ว ผู้ว่าจ้างย่อมมีหน้าที่ชำระเงินค่าจ้าง แม้จะประสบปัญหาน้ำท่วม ก็เป็นเพียงเหตุขัดข้องในการชำระหนี้เท่านั้น เมื่อเหตุน้ำท่วมได้ผ่านพ้นไปแล้วก็ต้องดำเนินการชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจ้างครับ เหตุน้ำท่วมไม่สามารถอ้างเป็นเหตุให้ไม่ต้องจ่ายเงิน เมื่อผู้ว่าจ้างไม่ยอมจ่ายก็ต้องดำเนินการฟ้องศาลเพื่อใช้สิทธิบังคับเท่านั้นครับ  เมื่อศาลพิพากษาแล้วก็ต้องติดตามยึดทรัพย์บังคับคดีต่อไป หากลูกหนี้ยังมีทรัพย์สินให้ยึดก็ถือว่าโชคดี ซึ่งขั้นตอนต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นเรื่องยุ่งยากพอสมควร ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ต้องทำเพราะมิฉะนั้นก็ต้องยอมตัดหนี้สูญไปครับ
ทนายภูวรินทร์
Admin
phuwarinlawyer@hotmail.com
ตอบ # 24 เมื่อ 21 พฤศจิกายน 2554 23:27 น. [แจ้งลบ]
ตอบคำถามคุณชัยยศ

                ก่อนอื่นต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่ได้ตอบคำถามล่าช้ามาก เนื่องจากช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมาผมตกเป็นผู้ประสบภัยน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานคร ต้องอพยพไปอยู่ต่างจังหวัดหลายวัน ไม่สะดวกในการตอบคำถามครับ

                 บริษัทจำกัด เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้น โดยมีกรรมการเป็นผู้แสดงเจตนาแทนและเป็นตัวแทนของบริษัท ซึ่งตามกฎหมายกรรมการไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวหากได้กระทำตามขอบอำนาจการเป็นตัวแทน ดังนั้น กรณีนี้จึงไม่อาจฟ้อง หรือบังคับให้กรรมการต้องรับผิดชำระหนี้ของบริษัทครับ ด้วยเหตุดังกล่าว หากต่อไปมีการติดต่อค้าขายกับลูกค้าซึ่งเป็นนิติบุคคลก็ต้องทำสัญญาให้กรรมการยินยอมรับผิด หรือค้ำประกันหนี้ของบริษัท หรือทำหนังสือรับสภาพหนี้ของบริษัทในฐานะส่วนตัวด้วย เมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้จะได้ฟ้องกรรมการ หรือผู้ค้ำประกัน ให้รับผิดชำระหนี้ได้
ธีรวัฒน์
Guest
rama2road@gmail.com
ตอบ # 25 เมื่อ 5 ธันวาคม 2554 12:00 น. [แจ้งลบ]
เรียนท่านทนาย
ขอรบกวนท่านเลย นะครับ คือบริษัท ได้มีการขายสินค้ากับบริษัทหนึ่งมาเป็นเวลานานเป็น 10 ปีซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับการจ่ายเงิน
แต่แล้วก็เกิดปัญหาขึ้นโดยบริษัทผู้ซื้อ ได้แจ้งว่าไม่สามารถจ่ายเงินได้ เนื่องจากลูกค้าเขาไม่โอนเงินให้เขา (เขาส่งสินค้าไปต่างประเทศเมื่อลูกค้ารับสินค้าแล้วจะโอนเงินให้เขา) ในแต่ละครั้งที่ซื้อขายโดยไม่มีทำสัญญาซื้อขาย คือระบบคนจีนทั่วไป ผู้ซื้อจะจ้างบริษัทขนส่งมารับสินค้าที่โรงงาน โดยบริษัทขนส่งจะมีใบรับสินค้าของบริษัทขนส่งเองมาขอรับสินค้าในนามผู้ซื้อ จะเซ็นต์ชื่อรับสินค้าไปส่งให้ผู้ซื้อ โดยส่งสินค้าเข้าท่าเรือ โดยบริษัทเรือจะเซ็นต์รับสินค้าจากรถขนส่ง
ในกรณีนี้ทางเราหากฟ้องศาลจะมีโอกาสได้เงินไหม เพราะไม่มีหลักฐานการซื้อขายและบริษัทเขาก็ไม่มีการเซ็นต์รับสินค้าเลย หากฟ้องศาลต้องเสียค่าจ่ายสูงไหม เพราะสินค้ามูลค่า 2 ล้านบาท (ในอดีตราคาสินค้ามุลค่าไม่มากแต่ราคาขึ้นมาเรื่อยเรื่อย 3 เท่าในยอดสินค้าเท่าเดิม)
โอกาสเจรจาที่จะได้เงินทั้งหมดนั้นคงลำบากเพราะเคยพูดกับผู้ซื้อเขาว่าจ่ายได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

จึงขอให้ท่านช่วยออกความเห็น

ขอขอบพระคุณล่วงหน้า จาก ธีรวัฒน์

ทนายภูวรินทร์
Admin
phuwarinlawyer@hotmail.com
ตอบ # 26 เมื่อ 6 ธันวาคม 2554 02:58 น. [แจ้งลบ]
ประกาศ

การตอบคำถามเป็นเพียงความคิดเห็นเบื้องต้นทางกฎหมายซึ่งได้วินิจฉัยและตอบคำถามจากข้อเท็จจริงเพียงเท่าที่ปรากฏเท่านั้น โดยอาจมีรายละเอียดข้อเท็จจริงและข้อมูลอื่น ๆ ที่ผู้ถามมิได้แจ้งข้อมูลมาอย่างครบถ้วนที่จะประกอบการวินิจฉัยอย่างเพียงพอ  หรือกรณีผู้ถามนำคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณามาสอบถาม คดีดังกล่าวอาจมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานสำคัญอื่น ๆ ซึ่งอาจมีผลต่อรูปคดีและจะปรากฏชัดเจนในชั้นพิจารณาคดีของศาลเท่านั้น ดังนั้น ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณประกอบการตัดสินใจ และไม่สามารถอ้างอิงคำตอบเป็นแนวทางประกอบการดำเนินคดีได้อย่างสมบูรณ์

**********************

                  อนึ่ง การให้คำปรึกษากฎหมาย มีวัตถุประสงค์เป็นการเผยแพร่ความรู้กฎหมายเบื้องต้น เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ และสามารถรักษาสิทธิของตนได้ ตลอดจนปฏิบัติตามหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างถูกต้อง โดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายหรือค่าบริการใด ๆ ทั้งสิ้น จึงหวังเพียงแค่คำว่า “ขอบคุณ” เพื่อเป็นกำลังใจปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเท่านั้น  

           หมายเหตุ      คำถามทางเวปไซต์ จะตอบโดยใช้เวลาว่างเว้นจากภารกิจและหน้าที่การงานที่ทำ จึงอาจมีความล่าช้าไปบ้าง  ฉะนั้น หากท่านใดประสงค์คำตอบแบบเร่งด่วนให้ติดต่อทางโทรศัพท์ กรณีไม่สามารถติดต่อทางโทรศัพท์ได้ อาจเพราะอยู่ระหว่างการงานหรือปฏิบัติหน้าที่ในศาล กรุณาโทรใหม่อีกครั้ง ทนายความไม่มีบริการโทรกลับ ผู้ขอคำปรึกษาต้องโทรมาเอง หรือหากต้องการความเป็นส่วนตัวให้ติดต่อทางอีเมลล์เท่านั้น  นอกจากนี้ คำถามบางข้ออาจมีผู้อื่นถามไว้แล้ว กรุณาอ่านคำตอบได้โดยไม่ต้องตั้งคำถามใหม่ เนื่องจากขณะนี้พื้นที่ความจุของเวปไซต์เหลือเพียงเล็กน้อย จึงแจ้งมาเพื่อทราบ
ทนายภูวรินทร์
Admin
phuwarinlawyer@hotmail.com
ตอบ # 27 เมื่อ 6 ธันวาคม 2554 02:59 น. [แจ้งลบ]

       ตอบคำถามคุณธีรวัฒน์


       การที่ผู้ซื้อว่าจ้างบริษัทขนส่งมารับสินค้าโดยมีใบรับสินค้าของบริษัทขนส่งมาขอรับสินค้าในนามผู้ซื้อ ถือว่าใบรับสินค้าดังกล่าวเป็นหลักฐานเป็นหนังสือที่สามารถนำไปเป็นหลักฐานฟ้องคดีต่อศาลได้ นอกจากนี้ ก่อนที่จะฟ้องคดีก็สามารถสร้างพยานหลักฐานเป็นหนังสือให้มีลายมือชื่อของฝ่ายผู้ซื้อได้ เช่น ทำบันทึกรับสภาพหนี้ หรือบันทึกชำระหนี้กันไว้ หรือหลักฐานที่แสดงการทำสัญญาซื้อขาย จำนวนเงิน กำหนดวันชำระ เป็นต้น ซึ่งสามารถอ้างเป็นหลักฐานฟ้องคดีต่อศาลได้อีกด้วย 

       อนึ่งราคาสินค้าให้คิด ณ วันที่มีการซื้อขายกันว่าเป็นเงินจำนวนที่แน่นอนเท่าใด ไม่ใช่คิดราคาปัจจุบันที่สูงขึ้น ราคาสินค้าดังกล่าวเมื่อคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คำนวณถึงวันฟ้องแล้วก็จะเป็นทุนทรัพย์ที่ยื่นฟ้องต่อศาล และใช้ประกอบในการคำนวณค่าขึ้นศาลด้วย

       ค่าขึ้นศาลต้องชำระร้อยละ 2 ของทุนทรัพย์ เช่น ฟ้องเรียกเงิน 2 ล้านบาท ก็เสียค่าขึ้นศาลในวันฟ้องจำนวน 4 หมื่นบาท ส่วนฟ้องศาลแล้วจะได้เงินหรือไม่ เป็นขั้นตอนหลังจากศาลพิพากษาแล้ว โดยโจทก์ต้องดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ต่อไปภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากจำเลยไม่มีทรัพย์สินใดให้ยึด ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากตัดหนี้สูญ สำหรับขั้นตอนการดำเนินคดี หรือค่าใช้จ่ายในการฟ้องคดี ผมได้ตอบคำถามไว้บ้างแล้ว โดยท่านสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ในกระทู้นี้ครับ
    

 

แก้ไขเมื่อ 6 ธันวาคม 2554 22:39 น.
ธีรวัฒน์
Guest
rama2road@gmail.com
ตอบ # 28 เมื่อ 8 ธันวาคม 2554 14:00 น. [แจ้งลบ]
เรียนท่าน ทนาย
ก่อนอื่นขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งที่ชี้แนะ จากคำตอบที่ 27
ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างพูดคุยกับทางลูกก้าอยู่ แต่ยังขอรบกวนอีกหน่อยคือ สร้างพยานหลักฐานเป็นหนังสือให้มีลายมือชื่อของฝ่ายผู้ซื้อได้ เช่น ทำบันทึกรับสภาพหนี้
หมายความต้องทำหนังให้เขาเซ็นต์ว่าเป็นหนี้เราใช่ไหม ถ้าใช่หากเขาไม่ยอมเซ็นต์ก็ไม่สามารถฟ้องได้ใช่ไหม
หากมีการฟ้องจริง ผมอยู่กรุงเทพ เขาอยู่ต่างจังหว้ด ต้องฟ้องศาลที่กรุงเทพหรือต่างจังหวัด หากฟ้องที่กรุงเทพเขาต้องมาขึ้นศาลที่กรุงเทพใช่ไหม

ขอบคุณครับ ธีรวัฒน์
ทนายภูวรินทร์
Admin
phuwarinlawyer@hotmail.com
ตอบ # 29 เมื่อ 10 ธันวาคม 2554 18:40 น. [แจ้งลบ]
ตอบคุณธีรวัฒน์

            การสร้างหลักฐาน คือ จากที่ไม่มีหลักฐานอะไรเลย ก็ทำให้มีโดยต่อไปหากมีการตกลงพูดคุยกันก็บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร หรือมีการติดต่อกันทางอีเมลล์ ซึ่งก็สามารถอ้างเป็นหลักฐานต่อศาลได้เหมือนกัน หากทำเป็นเอกสารก็ไม่ต้องใช้คำที่อาจทำให้ลูกค้าไม่อยากทำ เช่น ขึ้นหัวเอกสารเป็นสัญญา เพราะอาจฟังเป็นการผูกมัดฝ่ายนั้นเกินไป หรืออาจเลี่ยงไม่ใช้คำว่า เป็นหนี้ แต่ใช้ถ้อยคำที่เมื่ออ่านแล้วสามารถรับฟังได้ว่าเป็นหนี้ เป็นต้น 

            ศาลที่จะฟ้องคดี หากลูกค้าเป็นประชาชนทั่วไป คือ ซื้อมาใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นคดีผู้บริโภค ต้องฟ้องยังศาลที่ลูกค้ามีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้าน แต่หากลูกค้าเป็นผู้ประกอบการเหมือนกัน ก็สามารถฟ้องที่ศาลที่มีการติดต่อซื้อขายกันก็ได้  หากฟ้องที่ศาลในเขตกรุงเทพ ผู้ถูกฟ้องก็ต้องมาศาลที่ฟ้องครับ หากไม่มาก็สืบพยานฝ่ายเดียวไป จากนั้นศาลก็ตัดสินคดีได้เลย
suthee33
Guest
ตอบ # 30 เมื่อ 13 ธันวาคม 2554 12:32 น. [แจ้งลบ]
ขอถามคุณภูวรินทร์ครับ
ลูกค้าโรงงานผลิตแม่พิมพ์ที่บางปะกงสั่งอุปกรณ์เกี่ยวกับแม่พิมพ์ ครบกำหนดชำระเงิน 5/51บ่ายเบี่ยงไปเลื่อย นัดแล้วนัดอีก แล้วก็ไม่ค่อยรับโทรศัพท์ โทรถามที่ฝ่ายบัญชีการเงินบริษัท ก็บอกว่าต้องถามทนาย เพราะทนายเป็นคนดูแล ติดต่อทนายก็ไม่รับสาย ยอดแสนแปดกว่า มีอายุความที่จะฟ้องกี่ปี มีหลักฐานคือใบวางบิล ใบตอบรับหนังสือทวงถาม3ฉบับกลางปี54 ถ้าจะฟ้องต้องทำอย่างไร ต้องไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานเพิ่มด้วยหรือป่าว ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไร จนเสร็จที่ได้รับเงินคืน ขอบคุณครับ

1 2 3 4 5 6 7 8

Reply ตอบกลับกระทู้

ตัวหนา ตัวเอียง ตัวขีดเส้นใต้ ตัวขีดกลาง ชิดซ้าย กึ่งกลาง ชิดขวา รูปภาพ ลิ้งก์ ขนาดต้วอักษร สีต้วอักษร

    แนบไฟล์ :
(ขนาดไฟล์ไม่เกิน 2 MB.)
    ผู้เขียน : *
    E-mail : *
 ไม่ต้องการแสดง E-mail
    รหัสตรวจสอบ : Security Image
* กรุณากรอกรหัสที่อยู่ในรูป
Copyright by www.phuwarinlawyer.com
Engine by MAKEWEBEASY